[ retirement ] Kevin O'Leary จาก Shark Tank บอกว่า กินข้าวกลางวันวันละ $28 แล้วเงินเดือนแค่ $70,000 มันโง่มาก! มาดูกันว่าเขาพูดถูกหรือผิด

ถ้าพูดถึงนักลงทุนที่หลายคนรู้จักดีในรายการ Shark Tank ก็ต้องนึกถึง Kevin O'Leary หรือที่คนไทยเรียกกันว่า "คุณลุงเห shark" ล่าสุดเขาได้ออกมาพูดเรื่องที่ทำเอาหลายคนสะดุดใจมาก นั่นก็คือเรื่องของการใช้จ่ายเงินในอาหารกลางวัน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ไม่สูงมากแต่กลับใช้จ่ายเกินตัว

ทำไม Kevin O'Leary ถึงตกใจกับค่าอาหารกลางวัน $28?

ในรายการ podcast ชื่อดัง "The Diary of a CEO" ที่ออกอากาศในเดือนมิถุนายน 2025 Kevin O'Leary ได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมทนไม่ได้เลยตอนเห็นเด็กๆ ที่ทำเงินได้ปีละ $70,000 ใช้จ่ายค่าอาหารกลางวันถึง $28" และเขายังพูดต่อว่า "ผมหมายถึง มันโง่มากนะ ลองคิดดูสิว่าถ้าเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Fund) ได้ผลตอบแทน 8-10% ต่อปี ไปอีก 50 ปี มันจะเป็นยังไง"

ฟังดูเหมือนเขาจะตำหนิเรื่องอาหารกลางวัน แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ O'Leary ต้องการสื่อคือเรื่องของ "ต้นทุนโอกาส" (Opportunity Cost) หรือการที่รายจ่ายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกสัปดาห์ สามารถกลายเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่แพงที่สุดในชีวิตได้เลย

คณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่ทำให้ต้องคิดหนัก

ถ้าคุณเอาเงิน $28 ไปลงทุนทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 50 ปี โดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี ตัวเลขที่ได้จะอยู่ที่เกือบ $800,000 หรือประมาณ 28 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่ถ้าคุณกินอาหารไป ก็หมดไปภายในบ่ายวันนั้น ไม่เหลืออะไรเลย

O'Leary บอกว่าเขาได้เรียนรู้บทเรียนนี้จากแม่ของตัวเอง ที่สอนเขามาตลอดว่าการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การไล่ตามหุ้นร้อน คือสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนได้ เขาเคยพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเกินจำเป็นในเสื้อผ้า รถหรู หรือของฟุ่มเฟือยอื่นๆ ที่พอซื้อออกไปแล้วมูลค่าก็ลดลงทันที

รายได้ของคนทำงานใหม่ในอเมริกาเป็นยังไง?

O'Leary ใช้ตัวเลข $70,000 ต่อปีเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ จากรายงานของ U.S. Bureau of Labor Statistics (BLS) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 พบว่า

คนทำงานเต็มเวลาอายุ 16-24 ปี มีรายได้ต่อสัปดาห์โดยเฉลี่ย $782 (ผู้ชาย $812 ผู้หญิง $723) ซึ่งคิดเป็นรายปีประมาณ $40,664 ส่วนคนอายุ 25-34 ปี มีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ $68,700 ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่ O'Leary ยกมา

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงของคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ที่ $70,000 ต่อปีถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควร แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ จากสถิติพบว่ามีเพียง 4.9% ของคนทำงานเต็มเวลาในกลุ่มนี้เท่านั้นที่ได้รายได้ถึง $100,000

ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลของตัวเอง

ความคิดเห็นของ O'Leary ถูกนำกลับมาพูดถึงอีกครั้งในปี 2026 และจุดประเด็นถกเถียงได้ทันที

ฝ่ายที่เห็นด้วยบอกว่า คำแนะนำของ O'Leary ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิเสธตัวเองหรือไม่กินข้าว สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือความจริงที่ว่า ความเป็นอิสระทางการเงินมักถูกสร้างขึ้นจากนิสัยการใช้เงินที่ดี มากกว่าจะเกิดจากการเสี่ยงโชคในการลงทุนครั้งใหญ่

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโต้ว่า ค่าอาหารกลางวัน $28 ไม่ใช่เรื่องแปลกในหลายเมือง โดยเฉพาะเมื่อรวมภาษี ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และค่าส่งอาหารถึงบ้าน นอกจากนี้ยังมีคนที่ชี้ว่าคำพูดของ O'Leary มองข้ามค่าเช่าบ้านที่แพง หนี้การศึกษา และแรงกดดันทางการเงินอื่นๆ ที่คนทำงานรุ่นใหม่ต้องเผชิญ

แก่นของเรื่องไม่ใช่จานข้าว

ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่กับคณิตศาสตร์ของ O'Leary ปรัชญาการลงทุนของเขายังคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ ความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสร้างจากการหาหุ้นตัวสวยตัวเดียว แต่มันถูกสร้างจากการให้เงินมีเวลาเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับ O'Leary นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องอาหารกลางวัน $28 ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ เขาไม่ได้พูดถึงสิ่งที่อยู่ในจาน แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่เงินก้อนเดียวกันสามารถเติบโตได้ ถ้ามันถูกลงทุนไว้นานพอ

ทำไม Kevin O'Leary ยังทำงานต่อไปในวัย 70 กว่าปี?

นอกจากเรื่องการใช้จ่ายแล้ว O'Leary ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อที่น่าสนใจ นั่นคือเขาไม่ได้วางแผนจะหยุดทำงานในเร็วๆ นี้ แม้จะอายุ 70 กว่าแล้วก็ตาม ซึ่งขัดกับคำแนะนำแบบดั้งเดิมที่บอกว่า ควรเก็บเงินให้พอแล้วเกษียณเร็วๆ

เขาบอกว่า "การทำงานไม่ได้เกี่ยวกับเงินเพียงอย่างเดียว งานคือสิ่งที่บอกว่าคุณเป็นใคร มันให้สถานที่ที่คุณได้พบปะผู้คน มันให้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นตลอดวันอย่างน่าสนใจ มันยังช่วยให้คุณอายุยืนขึ้น และดีต่อสุขภาพสมองมากๆ"

ต้นทุนทางการเงินของการเกษียณเร็ว

เมื่อคนส่วนใหญ่คิดถึงต้นทุนของการเกษียณเร็ว พวกเขามักคิดถึงแค่เรื่องเงิน การเกษียณก่อนวัยจะหมายความว่าคุณต้องยืดเงินเกษียณให้ครอบคลุมหลายปีมากขึ้น คนที่รอจนอายุ 60 กว่า ถึงจะเกษียณ มีเวลาสร้างความมั่งคั่งมากกว่า ให้เงินลงทุนเติบโต และได้รับเงินบำนาญสังคมที่สูงกว่า

คนที่เกษียณตั้งแต่วัย 40 อาจจะหมดเงินในช่วงปลายยุค 60 หรือต้นยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงที่ยากลำบากในการหางานทำ บำนาญสังคมจะไม่สูงสำหรับคนที่เกษียณเร็ว และการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังจากหยุดไปนานก็เป็นเรื่องยาก

การเกษียณเร็วอาจหมายถึงการใช้ชีวิตแบบต้องคอยคิดเงินทุกบาททุกสตางค์ และต้องยอมตัดของที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งรูปแบบชีวิตแบบนี้ยากขึ้นทุกปีเพราะเงินเฟ้อ และคนที่เกษียณเร็วมักเปราะบางต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน

ต้นทุนทางสังคมของการเกษียณเร็ว

O'Leary ไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดทางการเงินของการเกษียณเร็ว เพราะมันไม่ได้ใช้กับเขา เขาเคยพยายามเกษียณตั้งแต่อายุ 36 หลังจากขาย The Learning Company ร่วมกับผู้ก่อตั้งอีก 9 คนในราคา $4.2 พันล้านในปี 1999 แต่เขากลับมาทำงานต่อ

สิ่งที่ O'Leary ต้องการเน้นคือการเกษียณเร็วทำให้คุณสูญเสียจุดหมายในชีวิต และอาจทำให้คุณสติแตกได้ สถานการณ์แบบนี้ยังเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่แพงและดูดเงินเก็บของคุณไป

การมีเงินเก็บเพียงพอสำหรับเกษียณเร็ว ไม่ได้หมายความว่าคุณควรเกษียณเร็ว O'Leary สนับสนุนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะมันคือเส้นทางสู่อิสรภาพและการควบคุมชีวิตตัวเอง คุณเลือกได้ว่าจะทำงานอะไร ทำงานกับใคร และทำงานนานแค่ไหน

ทำงานแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็เป็นทางเลือก

คนที่เกษียณบางคนเลือกทำงานพาร์ทไทม์ที่ให้ความยืดหยุ่นในการเดินทาง เพราะไม่ต้องทำงานเต็มเวลาอีกต่อไป ไลฟ์สไตล์แบบ "กึ่งเกษียณ" นี้ช่วยให้คนยังมีรายได้พอรักษาค่าใช้จ่าย และสามารถรักษาเงินเก็บไว้ได้มากขึ้น

เก็บเงินไปเพื่ออะไร?

คนส่วนใหญ่เก็บเงินด้วยความหวังว่าสักวันจะได้เกษียณ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเก็บเงินแค่เพื่อเกษียณ พอร์ตเงินที่หนาพอจะช่วยลดความเครียดทางการเงิน ถ้าคุณไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน คุณจะมีไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น และติดตามรายการที่อยากทำก่อนตายได้

การเก็บเงินยังช่วยให้คุณดูแลลูกหลาน และให้พวกเขาเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้นในการไล่ตามเป้าหมายสำคัญ คุณยังสามารถเก็บเงินเพื่อเป้าหมายอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก ของขวัญให้คนที่รัก

เงินเก็บจำนวนมากยังเป็นเหมือนผ้าห่มป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน กรณีที่คุณต้องเกษียณกะทันหัน หรือต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ไม่คาดคิด เงินให้คุณตัวเลือกมากขึ้น แต่การเก็บและการลงทุนมีมากกว่าแค่การหวังว่าจะได้เกษียณสักวัน ถ้าคุณโฟกัสเรื่องการเกษียณอยู่ คุณอาจต้องมองหาโอกาสในอาชีพอื่นๆ ด้วย

บทสรุป

Kevin O'Leary อาจพูดตรงไปตรงมาเกินไปสำหรับบางคน แต่แก่นของเรื่องคือการตระหนักว่าทุกการใช้จ่ายเล็กๆ มีผลกระทบต่ออนาคตทางการเงินของเรา การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเป็นจำนวนน้อย ก็สามารถเติบโตจนกลายเป็นความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว และอย่าลืมว่าการทำงานก็มีคุณค่ามากกว่าแค่เงินเดือน มันให้ความหมาย การเชื่อมต่อกับผู้คน และสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

🚀🔥 Cerebras พุ่งแรงจัด IPO สะเทือนวงการ AI

🤖 หุ้น AI ของ Baidu กำลังจะดังมาก! Kunlun AI (ชิป AI ของ Baidu) เตรียมเข้า HKG!

งาน Giỗ Tổ + เทศกาลขนมที่ Cần Thơ (เวียดนาม)