[ economic growth ] เวียดนามโต 8.18% ครึ่งปีแรก สูงสุดในอาเซียน พร้อมลุยเป้า 10% ทั้งปี 2026 แต่ทำได้จริงหรือ?

เวียดนามกำลังเป็นข่าวฮอตในวงการเศรษฐกิจอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อธนาคาร UOB ปรับเพิ่มคาดการณ์ ростเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ขยายตัว 8.39% และครึ่งปีแรกรวมโต 8.18% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน แซงทุกประเทศอย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 34.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้ส่งสัญญาณว่าปี 2026 อาจกลายเป็นปีทองของเวียดนามในการดึงดูดเม็ดเงิน FDI จากต่างชาติ

ภาคการผลิตยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปที่โตถึง 10.23% สนับสนุนโดยความต้องการทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ขณะที่ภาคบริการและการก่อสร้างก็ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งเช่นกัน

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายambitious มาก โดยต้องการ рост ทั้งปีอย่างน้อย 10% ซึ่งหมายความว่าในครึ่งปีหลังจะต้องเร่งสปีดขึ้นเป็น 11.9% เลยทีเดียว นี่ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะในรอบ 40 ปีของการปฏิรูปเศรษฐกิจ เวียดนามเคยทำ рост เกิน 9% ได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น และยังไม่เคยแตะหลัก 10% เลยสักครั้ง

แม้จะมีตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่ความท้าทายก็ไม่ใช่น้อย ประการแรกคือปัญหาการค้าระหว่างประเทศ เพราะในครึ่งปีแรกเวียดนามเกินดุลการค้าไปถึง 16.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่างจากปีก่อนที่เกินดุล 10.18 พันล้านดอลลาร์ การนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร และชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และโลหะ

ประการที่สองคือเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ ซึ่งยังไม่เป็นไปตามคาด แม้เดือนมิถุนายนจะมีการเร่งตัวขึ้นเป็น 137.6 ล้านล้านดอง (ราว 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่สถิติรวมทั้งประเทศยังอยู่ที่ 35.5% ของเป้าที่กำหนด ปัญหาเรื่องขั้นตอนทางศูนย์ การเคลียร์ที่ดิน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

ประการที่สามคือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ราคาผู้บริโภคในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 5.25% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ เชื้อเพลิง และปัจจัยการผลิตที่พุ่งถึง 5.40% ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงที่เหลือของปี

ผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงการคลังชี้ว่า การไปถึงเป้า 10% จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ การรักษาโมเมนตัมของภาคการผลิต การส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง ความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ และเสถียรภาพของตลาดการเงิน หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ก็ยากที่จะทำให้เป้าหมายเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเชื่อมั่นจากนักธุรกิจต่างชาติอยู่มาก จากการสำรวจของ EuroCham พบว่า 93% ของบริษัทสมาชิกจะแนะนำเวียดนามให้เป็นจุดลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาว ขณะที่หลายประเทศเริ่มเลือกเวียดนามเป็นฐานวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

บรรดานักธุรกิจต่างชาติมองว่า เวียดนามมีโอกาสทองในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการพัฒนา จากการพึ่งพาต้นทุนต่ำ ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพของระบบนิเวศเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประกอบกับความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมาย Zero Emission ภายในปี 2050 ซึ่งอาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสีเขียวได้มากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปสถาบัน ลดคอขวดด้านกฎระเบียบ และสร้างความคาดเดาได้ของนโยบาย ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าเวียดนามจะสามารถปลดล็อกบทบาทใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ การระดมทรัพยากรให้ได้ถึง 38.5 พันล้านล้านดองในช่วง 5 ปีข้างหน้า หรือเทียบเท่ากับ 40% ของ GDP ก็ต้องอาศัยทั้งเงินทุนภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างชาติ ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด การบรรลุเป้า 10% จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นบททดสอบว่าเวียดนามจะสามารถปฏิรูปรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ และปลดล็อกตัวขับเคลื่อน рост ใหม่ๆ ได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางของประเทศในทศวรรษหน้าอย่างชัดเจน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

🚀🔥 Cerebras พุ่งแรงจัด IPO สะเทือนวงการ AI

🤖 หุ้น AI ของ Baidu กำลังจะดังมาก! Kunlun AI (ชิป AI ของ Baidu) เตรียมเข้า HKG!

งาน Giỗ Tổ + เทศกาลขนมที่ Cần Thơ (เวียดนาม)