[ مجتبى خامنئي ] พิธีศพไอเยอะ! อิหร่านจัดงานใหญ่6วัน ผู้นำใหม่เรียกร้องแก้แค้น สหรัฐฯ-อิสราเอลเตรียมรับมือ
เรื่องมันเริ่มจากการจากไปของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาลี คามิเนอี วัย86ปี ที่ถูกสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีร่วมกันเมื่อ28กุมภาพันธ์2569 หลังจากนั้นลูกชายของเขา โมจตาบา คามิเนอี ก็ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ทันที แต่สิ่งที่น่าสนใจคือพิธีศพที่ยาวนาน6วัน กลับไม่ได้เป็นแค่เรื่องภายในประเทศอิหร่านอีกต่อไป
องค์กรวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อิสลามของอิหร่านเผยว่า มีนักข่าวและอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติมาร่วมงานราว400คน และที่โดดเด่นมากคือกลุ่มชาวอเมริกันที่เดินทางมาถึง400คน พวกเขาบอกว่ามาเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับอิหร่าน และปกป้องจุดยืนของอิหร่านในการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯและอิสราเอล
คนหนึ่งที่ฮอตมากคือ แจ็ค ไฮน์เคล วัย26ปี เขายืนบนแท่นในจัตุรัสเตหะราน ตะโกนเรียกร้องเป็นภาษาอังกฤษว่า "สหรัฐฯจงพินาศ ซิออนิสต์จงพินาศ" พร้อมถือธงแดง ไฮน์เคลบอกตัวเองว่าเป็นพวก "มาร์กซิสต์เมกกา" และร่วมก่อตั้งองค์กรที่ชื่อ "พรรคคอมมิวนิสต์อเมริกา" เขามีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ราว3.8ล้านคน และย้ายไปอยู่มอสโคว์ตั้งแต่ปี2568
อีกคนคือ คริสโตเฟอร์ ฮิลาลี ผู้ก่อตั้งพรรคเดียวกัน เขาเป็นครูสอนสังคมศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเลือกในรัฐเวอร์มอนต์ แต่ก็อาศัยอยู่ที่มอสโคว์เช่นกัน ฮิลาลีให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นว่า "มันสำคัญมากที่ผมต้องอยู่ที่นี่ในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและช่วยสร้างความสามัคคีของประชาชนอิหร่านในการต่อกรกับจักรวรรดินิยมอเมริกันและซิออนิสต์" เมื่อถูกถามเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงในสมัยบิดา เขาตอบว่า "ผมไม่เห็นด้านนั้นของมรดกของBeliau"
ยังมี แคลลา วอลช์ อดีตอาสาสมัครในการหาเสียงของวุฒิสมาชิกเดโมแครตเอลิซาเบธ วอร์เรน เธอปรากฏตัวในเตหะรานพร้อมฮิญาบ กล่าวต่อสื่ออิหร่านว่าคามิเนอีเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อต้านจักรวรรดินิยมที่เคยมีในชีวิตของผม" รวมถึง แม็กซ์ บลูเมนทาล นักข่าวอเมริกันผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกรย์ซอน ที่เรียกพิธีศพนี้ว่า "ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"
ด้านฝ่ายผู้นำใหม่ โมจตาบา คามิเนอี ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "การแก้แค้น" ต่อการตายของบิดาที่สหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เขาระบุว่า "การแก้แค้นคือความต้องการของชาติเรา และจะต้องดำเนินการอย่างแน่นอน" แถลงการณ์ยังระบุว่าฆาตกรจะไม่มีวันตายอย่างสงบในวัยชราบนเตียงของตัวเอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะ "บดขยี้" อิหร่านหากพวกเขาพยายามลอบสังหารเขา
แต่สิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้กันคือ ผู้นำสูงสุดคนใหม่ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้ง รวมถึงไม่มางานศพพ่อด้วย แม้จะพยายามตรวจสอบจากโซเชียลมีเดียแล้วก็ไม่พบหลักฐานว่าเขาอยู่ที่นั่น ทำให้เกิดคำถามว่าเขาอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือพิกลพิการจากการโจมตีที่ทำให้พ่อเสียชีวิต ขณะที่อยู่ข้างพ่อในเวลานั้น หรืออาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่กังวลเรื่องความปลอดภัยและการถูกลอบสังหาร
ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการอิหร่านจากสถาบันเจนีวา ฟาร์ซาน ซาบิต กล่าวว่า "การไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยและการไม่อยู่ในงานศพพ่อ ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเขาในสายตาสาธารณะ แต่อาจเป็นสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น" เขาคาดว่าการหายไปอาจเกิดจาก "บาดแผลหลายจุดที่ทำให้เขาไม่สามารถปรากฏตัวได้" รวมถึงความกลัวว่าการออกสื่อจะถูกใช้เพื่อสอดแนมและเตรียมการลอบสังหาร
ยิ่งไปกว่านั้น มีการคาดการณ์ว่าจะเกิด "การต่อสู้เพื่ออำนาจ" ระหว่างโมจตาบา คามิเนอี กับโมฮัมหมัด บากีร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ผู้ซึ่งกลายเป็นบุคคลทางการเมืองที่โดดเด่นที่สุดในช่วงสงคราม จานิสัน บราวดสกี้ จากองค์กร "ยูไนเต็ดแอกเกนสต์นิวเคลียร์อิหร่าน" มองว่าโมจตาบา "พึ่งพากองกำลังพิทักษ์ภูมิธรรมมากขึ้น" และ "อ่อนแอกว่าบิดาในฐานะผู้นำ" ขณะที่นักวิจัยจากสถาบันมิดเดิลอีสต์อินสติติวต์ เอเล็กซ์ วาตันกา ระบุว่าโมจตาบา "ไม่สามารถเทียบเคียงเสน่ห์ของคอมมีนีได้ และไม่สามารถสื่อถึงอำนาจเดียวกับที่บิดาสร้างมาตลอดชีวิตที่เต็มไปด้วยการผ่านวิกฤต"
ในขณะที่อิหร่านพยายามแสดงภาพว่าแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวกันหลังสงคราม การหายไปของผู้นำสูงสุดคนใหม่กลับเผยให้เห็นว่า "ความหวาดระแวงและความกลัวครอบงำอยู่เบื้องหลัง" หลังจากเจ้าหน้าที่จำนวนมากเสียชีวิตในการโจมตีเมื่อ28กุมภาพันธ์
ทางฝั่งสหรัฐฯ การปรากฏตัวของชาวอเมริกันในงานศพก่อให้เกิดความโกรธในกลุ่มใกล้ชิดประธานาธิบดีทรัมป์ เซบาสเตียน กอร์กา ผู้ช่วยรองประธานาธิบดี ได้แชร์คอมเมนต์ที่พาดพิงถึงกฎหมายกบฏโทษของสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้เข้าร่วมทุกคนเมื่อกลับถึงบ้าน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น