[ 股價 ] 泡泡瑪特เจ๊งยับ! ราคาหุ้นร่วง55% จากระดับพีค หลังLabubuเป็นบอมบ์เต็มๆ ตอนนี้เหลืออะไร

ถ้าพูดถึง泡泡瑪特 (Pop Mart) คนที่เคยติดตามข่าวคริปโตหรือหุ้นเอเชียคงจำกันได้ว่าช่วงก่อนหน้านี้แบรนด์ของเล่นจากจีนแห่งนี้โกอินเตอร์มากๆ จนกระทั่ง Labubu กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจนหลายคนเริ่มมองว่ามันเป็นสินทรัพย์ทางเลือกไปแล้ว

แต่ปัจจุบันนี้หุ้น Pop Mart ร่วงหนักถึง 55.7% จากจุดสูงสุดที่ 339.8 บาทฮ่องกง ลงมาอยู่ที่ 150.7 บาทฮ่องกง ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2026 มูลค่าหุ้นรวมหายไปกว่าครึ่งต่อครึ่ง ตอนนี้มูลค่าบริษัทเหลือแค่ 2,007 พันล้านบาทฮ่องกงเท่านั้น

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่ Labubu หรือที่หลายคนเรียกว่า "กระต่ายหมวกแหลม" กลายเป็นของคอลเลกต์ที่มีคนไล่ซื้อขายกันจนราคาพุ่งจนน่าตกใจ ตัวละครจากซีรีส์ The Monsters ของศิลปินความคิดสร้างสรรค์ชาวฮ่องกงอย่าง Kasing Lung กลายเป็นไอคอนที่คนทั้งโลกต้องการครอบครอง

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ กล่องปิดตาย (Blind Box) ราคา 99 หยวน ถูกประมูลไปในตลาดมือสองได้สูงถึง 5,400 หยวน หรือพูดง่ายๆ ว่าถูกขายต่อแพงกว่าราคาเดิม 50 เท่า แถมตัว Labubu รุ่นดั้งเดิมยังเคยถูกประมูลไปในงานประมูลได้สูงถึง 1.08 ล้านหยวน ซึ่งเพียงพอที่จะซื้อรถสปอร์ต Porsche ได้เลย หรือจะเอาไปจ่ายค่าดาวน์คอนโดก็ยังเหลือเฟือ

ตอนนั้นหลายคนซื้อ Labubu ไม่ใช่เพราะอยากได้ของเล่นอีกต่อไปแล้ว แต่เพราะมองมันเป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทน หรือเป็นตัวแสดงสถานะทางสังคม ที่มีคนเรียกว่า "ของสะสมเพื่อความสุข" หรือ Emotional Value กันเยอะมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2026 มีนาคม หุ้น Pop Mart ร่วงหนักที่สุดในรอบการเข้าตลาด มูลค่าหายไปถึง 900 พันล้านบาทฮ่องกงในเวลาเพียง 2 วัน ทั้งที่บริษัทเพิ่งประกาศผลประกอบการที่สวยหรู โดยรายได้รวมทั้งปี 2025 อยู่ที่ 371.2 พันล้านหยวน เติบโต 184.7% กำไรสุทธิอยู่ที่ 130.8 พันล้านหยวน เติบโตถึง 284.5% และอัตรากำไรขั้นต้นก็สูงถึง 72.1% สูงสุดในประวัติศาสตร์บริษัท

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผลประกอบการดีขนาดนี้หุ้นถึงร่วง คำตอบคือ ตลาดเริ่มเห็นว่า Pop Mart มีปัญหาใหญ่มาก ซึ่งก็คือการพึ่งพา IP ตัวเดียวมากเกินไป คือ Labubu ที่คิดเป็นรายได้เกือบ 40% ของบริษัท แถมกลยุทธ์ที่ใช้มาตลอดก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า "การสร้างความขาดแคลนเทียม" ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

Pop Mart ใช้เทคนิคเดียวกับแบรนด์หรูหราอย่าง Hermes หรือ Rolex กล่าวคือ ระบบการซื้อที่ต้องผ่านเงื่อนไขก่อน อยากได้ตัว Limited Edition ก็ต้องมียอด VIP สะสมก่อน หรือต้องซื้อสินค้าธรรมดาที่ไม่มีใครเก็บก่อน พอเงื่อนไขยากขึ้นเรื่อยๆ คนก็ยิ่งอยากได้มากขึ้น กลายเป็นว่า "ของยากได้ยิ่งต้องการ" จนเกิดภาพลวงว่าทุกคนต้องการสินค้านี้ ทั้งที่ความจริงแล้วต้นทุนการผลิตสินค้าเหล่านี้มันแค่ไม่ถึง 10 หยวนเท่านั้น พลาสติกราคาถูกแต่ทำเป็นราคาแบรนด์หรูหรา

อารมณ์ของการซื้อ Blind Box ก็เหมือนการพนันในคาสิโน ทางจิตวิทยาเรียกกลไกนี้ว่า "Variable Ratio Reinforcement" ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนติดได้ง่ายมาก ความตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมันทำให้รู้สึกมันส์มากกว่าตัวของรางวัลเอง แถมยังมี "Sunk Cost Fallacy" หรือความรู้สึกว่า "เงินที่จ่ายไปแล้วอย่าให้สูญ" ทำให้หลายคนเริ่มจากการซื้อทีละกล่องแล้วกลายเป็นซื้อทั้งกล่อง ซื้อเป็นลังๆ จนเงินเก็บหมด เหลือแต่ของเล่นซ้ำๆ ที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

แต่เมื่อ Pop Mart เริ่มผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นจนไม่ขาดแคลน ตลาดก็เปลี่ยนทันที ตัว Limited Edition ที่เคยแพงมากกลายเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาดมือสอง ราคาถูกลงจนแทบไม่มีค่า ของธรรมดาที่ไม่ใช่รุ่นหายากก็ถูกลดราคา 70% พวกพ่อค้าคนกลางที่เคยรวยจากการซื้อขาย Labubu ก็เริ่มขาดทุนหนัก บางคนถึงกับร้องไห้เพราะขาดทุนวันเดียว 50,000 บาท

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley ก็เริ่มลดความเชื่อมั่นใน Pop Mart ลงอย่างมาก ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตในอนาคตลดลงจาก 185% เหลือแค่ 28% ซึ่งถือว่าเป็นการตกแบบ Free Fall เลยทีเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงที่หุ้นยังอยู่สูงสุดเมื่อปี 2025 ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารระดับสูงของ Pop Mart กลับขายหุ้นทิ้งหมด ถือว่าเป็นการขายหุ้นในจังหวะทอง ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ตามซื้อตอนราคาสูงสุดกลับเจ็บตัวหนัก ขาดทุนไปถึง 60% กลายเป็น "ผักสด" ของตลาดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนที่มองต่างออกไป นั่นคือ 段永平 (Duan Yongping) หรือที่หลายคนเรียกว่า "Warren Buffett ของจีน" ซึ่งเพิ่งซื้อหุ้น Pop Mart เพิ่มอีก 10.59 ล้านหุ้น ทำให้ตอนนี้ถือหุ้นอยู่ 7.65% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท รองจากผู้ก่อตั้งอย่าง Wang Ning มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.59 พันล้านบาทฮ่องกง หรือราว 6.5 พันล้านบาทไทย Duan Yongping ให้เหตุผลว่า Pop Mart พิสูจน์โมเดลธุรกิจแล้วว่าสร้างกำไรได้จริง และเขาคาดว่ากำไรเฉลี่ยในอีก 10-30 ปีข้างหน้าจะไม่ต่ำกว่าปัจจุบัน

แต่นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมองว่า แม้ Duan Yongping จะเชื่อมั่นขนาดนี้ ตลาดก็ยังคงตั้งคำถามกับอนาคตของความต้องการของเล่น Collectible อยู่ดี ว่ามันจะเปลี่ยนจาก "ความบันเทิงทางอารมณ์" เป็นความต้องการใช้จ่ายที่ยั่งยืนได้จริงหรือเปล่า และ Pop Mart จะสร้าง IP ตัวใหม่ที่ประสบความสำเร็จเทียบเท่า Labubu ได้หรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ของธรรมดาๆ ถูกสร้างความขาดแคลนขึ้นมาจนกลายเป็นสินค้าหายาก มันอาจสร้างกำไรมหาศาลให้คนบางกลุ่มในช่วงสั้นๆ แต่เมื่อใดที่ความขาดแคลนนั้นถูกทำลายลง หรือมีคนเลิกสนใจ ทุกอย่างก็พังทลายได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนในสิ่งที่ไม่มีมูลค่าพื้นฐานรองรับจริงๆ มันคือการพนันที่ผลตอบแทนมักจะไม่เป็นอย่างที่คาดหวังเสมอ อย่าหวังรวยเร็วจากของเล่นที่แม้แต่ต้นทุนการผลิตยังต่ำกว่า 10 บาท

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

🚀🔥 Cerebras พุ่งแรงจัด IPO สะเทือนวงการ AI

🤖 หุ้น AI ของ Baidu กำลังจะดังมาก! Kunlun AI (ชิป AI ของ Baidu) เตรียมเข้า HKG!

งาน Giỗ Tổ + เทศกาลขนมที่ Cần Thơ (เวียดนาม)