NTT Docomo กำลังเจอปัญหาใหญ่มาก ! KDDI กับ Softbank ทำเงินได้ดี แต่ Docomo กลับย่ำแย่ กำไรจากการดำเนินงานลดลงไปถึง 7.7% และหลุดจาก 1 ล้านล้านเยนเป็นครั้งแรก

 

เอาล่ะ มาว่ากันเรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ คือในแง่ผลประกอบการของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นปี 2025 ปรากฏว่า KDDI กับ Softbank ทำเงินได้ดี แต่ Docomo กลับย่ำแย่ กำไรจากการดำเนินงานลดลงไปถึง 7.7% และหลุดจาก 1 ล้านล้านเยนเป็นครั้งแรก

ทำไม Docomo ถึง "ลุง" กว่าเพื่อน?

เหตุผลหลักๆ มีอยู่ว่า:

1. แข่งขันเรื่องลูกค้าหนักมาก หลังจากที่ NTT ดึง Docomo มาเป็นบริษัทในเครืออย่างเต็มตัว การแย่งชิงลูกค้าก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการตลาดพุ่งปรี๊ด

2. คุณภาพสัญญาณตกต่ำ ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา หลายคนเริ่มบ่นว่า Docomo ใช้งานไม่ราบรื่น ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้าไปเยอะ แถมต้องลงทุนเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาอีก

ผลสำรวจจากบริษัทวิจัยบอกชัดเลยว่า ด้าน "คุณภาพสัญญาณที่คงที่" Docomo ตกเป็นรองแม้แต่ Rakuten Mobile ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นมือใหม่!

ทำไมคุณภาพสัญญาณถึงแย่?

ต้องเล่าย้อนไปเรื่องเทคนิคนิดหน่อย Docomo เลือกที่จะสร้างสถานีฐาน 5G โดยใช้ความถี่สูงอย่าง 3.7GHz กับ 4.5GHz เป็นหลัก แต่กลับ ไม่ยอมย้ายความถี่ต่ำ ที่เคยใช้กับ 4G มาทำ 5G

ปัญหาคือ ความถี่สูงส่งสัญญาณได้ไกลน้อยกว่า เวลาอยู่ริมเขตให้บรื่อง สัญญาณจะกระตุกง่ายมาก ในขณะที่คู่แข่งอย่าง KDDI กับ Softbank รีบย้ายความถี่ต่ำมาทำ 5G ก่อน ทำให้คุณภาพดีกว่า

ตอนนี้ Docomo มีสถานีฐาน 5G ที่ย้ายมาจาก 4G แค่ 15,000 แห่ง ขณะที่คู่แข่งมี 50,000-80,000 แห่ง! ช่องว่างกว้างมาก

Docomo กำลังทำอะไรบ้าง?

ดูเหมือนว่า Docomo ตื่นตัวแล้ว เริ่มลงมือแก้ปัญหาหลายทาง:

- เร่งติดตั้งสถานีฐาน 5G เพิ่มจาก 45,500 แห่งเป็น 52,300 แห่ง (บวก 15%) โดยเฉพาะในกรุงเทพและเมืองใหญ่เพิ่มถึง 18%

- ใช้ประโยชน์จากความถี่ต่ำ อย่าง 700MHz ที่เรียกกันว่า "Platinum Band" มาทำ 5G ทำให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ลดปัญหาสัญญาณสะดุดตอนเดินทาง

- ยกเลิก 3G เอาความถี่มาใช้กับ 4G ทำให้แถบความถี่กว้างขึ้น 1.5 เท่า ช่วยเรื่องสัญญาณในอาคารและใต้ดิน

- ขยาย 5G SA (Stand Alone) ให้ครอบคลุมมากขึ้น และ ประกาศให้ใช้ฟรีตั้งแต่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา (ก่อนหน้านี้มีค่าบริการ 550 เยน/เดือน) ต้องการกระตุ้นให้คนใช้ 5G SA มากขึ้น เพราะจะช่วยลดภาระของ 4G

- เอา AI มาช่วยวิเคราะห์ คุณภาพที่ลูกค้ารู้สึกจริงๆ และตรวจจับปัญหาอัตโนมัติ

- ติดตั้งระบบ SON จาก Nokia ช่วยปรับตั้งค่าเครือข่ายอัตโนมัติตามสถานการณ์จริง

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ... "แบรนด์"

แม้ว่าทางเทคนิค Docomo จะกำลังปรับปรุงอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ ภาพลักษณ์ที่ติดหัวคน

SNS เต็มไปด้วยคำบ่นว่า "Docomo ไม่สัญญาณ" และความเชื่อนี้ฝังรากลึกมาก บางคนถึงกับปิด 5G ไว้ใช้แต่ 4G เพราะกลัวสัญญาณแย่

ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา มีเสียงบ่นเรื่อง ahamo (แพลนออนไลน์ของ Docomo) ว่าเชื่อมต่อไม่ได้ แม้ว่าทาง Docomo จะบอกว่าไม่มีทางเป็นแบบนั้นเพราะไม่ได้ตั้งความเร็วต่างกันตามแพลน

นี่คือหลักฐานว่าความไม่เชื่อมั่นมันส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ใช้ แม้ในความเป็นจริงจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ตาม

สรุปแล้ว Docomo ต้องทำอะไรต่อ?

  • เร่งแก้คุณภาพจริงๆ ให้ทัน KDDI กับ Softbank โดยเร็ว
  • ลบล้างภาพลักษณ์เดิม ด้วยการสื่อสารให้คนเห็นว่าคุณภาพดีขึ้นจริง
  • กระตุ้นให้คนใช้ 5G SA เพราะถ้าคนยังยึดติดกับ 4G การแก้ปัญหาก็จะไม่สมบูรณ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ Docomo พยายามสร้างกระแสในงาน Comic Market ด้วยสโลแกน "コミケは5G SA 令和の新スタイル" เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้สนใจ 5G SA

ถ้า Docomo ทำได้สำเร็จ ก็จะกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง แต่ถ้าปล่อยไว้นาน คนอาจจะย้ายไปใช้ค่ายอื่นหมดแล้วก็ได้...

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

🚀🔥 Cerebras พุ่งแรงจัด IPO สะเทือนวงการ AI

🤖 หุ้น AI ของ Baidu กำลังจะดังมาก! Kunlun AI (ชิป AI ของ Baidu) เตรียมเข้า HKG!

งาน Giỗ Tổ + เทศกาลขนมที่ Cần Thơ (เวียดนาม)