จีนกำลังมีปัญหาหนักเรื่องหนี้สิน! 💸

 

ตัวเลขที่น่าตกใจ

ลองนึกภาพว่าจีนเป็นคนๆ หนึ่ง ที่มีหนี้สินมากกว่าที่ตัวเองทำเงินได้ถึง 3 เท่า! นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ของจีน (ไม่รวมภาคการเงิน) ได้พุ่งแตะ 300% แล้ว 😱

  • ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน หนี้รวมของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
  • ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้นมากกว่า 120%!

ใครเป็นคนก่อหนี้?

  • บริษัทเอกชน: หนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2019 แต่รายได้เพิ่มแค่ 30% เท่านั้น แถมเกือบ 1 ใน 3 ของบริษัทกำลังขาดทุนอยู่ด้วย!
  • รัฐบาลท้องถิ่น: คิดเป็นเกือบ 40% ของหนี้ทั้งหมด มักจะกู้เงินมาสนับสนุนอุตสาหกรรมที่รัฐชอบ เช่น AI, รถยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์

เปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ประเทศ | สถานะ 

🇺🇸 สหรัฐฯ 

หนี้รวม (รัฐบาล + เอกชน) ประมาณ 265% ของ GDP  

🇨🇳 จีน 

หนี้รวมเกิน 300% ของ GDP

 - สูงกว่าสหรัฐฯ, ยูโรโซน, อังกฤษ และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ! มีแค่ญี่ปุ่นที่หนี้มากกว่า 

ผลกระทบ: วิกฤตซ้อนวิกฤต!

  1. Overcapacity (กำลังผลิตเกิน): ผลิตเยอะเกินไปจนขายไม่ออก
  2. Deflation (ภาวะเงินฝืด): ราคาของตกต่ำเรื่อยๆ มาติดต่อกัน 3 ปีแล้ว - นานที่สุดนับตั้งแต่จีนเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจตลาด
  3. บริษัทที่ขาดทุนยังไม่ล้ม: เจ้าหนี้พลิกหนี้ให้ต่อไปเรื่อยๆ แทนที่จะปล่อยล้มตาย ทำให้ปัญหายิ่งบานปลาย

จีนรู้ตัวว่ามีปัญหา!

รัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการแก้ไข: 

- จะช่วยรัฐบาลท้องถิ่นปรับโครงสร้างหนี้ 

- พยายามห้ามการกู้หนี้แบบซ่อนเร้น 

- เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจและการจ้างงาน

สรุป

จีนกำลังติดกับดักหนี้ 

- กู้เงินมากมายเพื่อพยายามรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นว่าสนับสนุนบริษัทที่ไม่มีประสิทธิภาพ และผลิตของเกินความต้องการ ทำให้เศรษฐกิจฝืดเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแบบ Lehman Brothers เพราะระบบการเงินของจีนมีการควบคุมดูแลจากรัฐ แต่ถ้าไม่แก้ไข ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ในระยะยาว! 🌍


ข้อมูลจาก Capital Economics และ Bloomberg

ความคิดเห็น