หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจนกระทบต่อเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ:
ผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่น: เมื่อปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลางหายไปจากตลาด ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้น ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่าง สหรัฐฯ รัสเซีย ซาอุ หรือกลุ่มในลาตินอเมริกา จะได้รับรายได้มหาศาลจากส่วนต่างราคา
บริษัทน้ำมันและก๊าซจำนวนมากสนับสนุนฝ่ายรีพับลิกัน(โดนัลด์ ทรัมป์)
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (อาวุธ): บริษัทผลิตอาวุธรายใหญ่ของโลก (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป) จะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั้งคู่ขัดแย้งและประเทศรอบข้างที่ต้องการสะสมอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง
ได้ทางการเมืองภายใน: ผู้นำบางประเทศใช้ภัยสงครามเพื่อ: รวมประชาชน, ลดแรงกดดันภายใน, เบี่ยงประเด็นเศรษฐกิจ, เพิ่มงบทหาร ใช้ในการ เพิ่มอำนาจรัฐ/การสอดแนมการรวมศูนย์อำนาจภายใน: สงครามมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสามัคคีภายในชาติและลดทอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
คนที่ “เสียจริง” มักเป็นประชาชนทั่วไป
แม้จะมีผู้ได้ประโยชน์บางกลุ่ม แต่ในภาพรวมโลกจะเผชิญกับ
ภาวะเงินเฟ้อ: ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก
วิกฤตมนุษยธรรม: การสูญเสียชีวิตและการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่
ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน: การค้าโลกจะชะลอตัวลงเนื่องจากความเสี่ยงในการขนส่งทางเรือ
สรุปสั้นๆ:
หากสงครามยืดเยื้อ ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุด คือผู้ที่อยู่ห่างไกลจากความขัดแย้งแต่ถือครองทรัพยากร (น้ำมัน/ทองคำ) หรือเทคโนโลยีทางทหาร
ส่วน ผู้ที่เสียประโยชน์ที่สุด คือประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้งและระบบเศรษฐกิจโลกที่ต้องแบกรับภาระเงินเฟ้อครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น