UK พยายามลดการพึ่งพาแก๊ส และหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพราะเบื่อแล้วที่ราคาไฟฟ้าต้องมาตามราคาแก๊สที่ผันผวนตลอดเวลา
สถานการณ์ตอนนี้
ลองนึกภาพว่าราคาไฟฟ้าของเราผันผวนตามราคาแก๊ส และพอเกิดสงคราม (อย่าง US-Iran) ราคาแก๊สพุ่ง ไฟก็แพงตามไปด้วย นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นใน UK ตอนนี้
UK บอกว่า: "พอแล้ว! เราจะเลิกติดอยู่กับแก๊ส"
รัฐบาล UK ทำอะไรบ้าง?
เพิ่มภาษีพิเศษ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเก่าๆ และนิวเคลียร์ จาก 45% เป็น 55% (เริ่ม ก.ค. 2026) โดยเงินที่ได้จะเอาไปช่วยครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม (เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพิ่ม: ขยับภาษีจาก 45% เป็น 55% สำหรับบริษัทผลิตไฟจากพลังงานสะอาดและนิวเคลียร์รุ่นเก่าที่รวยเงียบๆ ตอนก๊าซแพง แล้วเอาเงินนั้นมาช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน)
ชวนโรงไฟฟ้าเก่า ให้มาเซ็นสัญญาราคาคงที่ แทนที่จะขายไฟตามราคาตลาด (ที่มักผูกกับราคาแก๊ส) ล็อคราคาไว้เลย ไม่ให้ขึ้นลงตามราคาก๊าซโลก จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นตอนมีสงคราม
ทำไมต้องทำแบบนี้?
เพราะระบบที่ใช้อยู่เรียกว่า "marginal pricing"
- ราคาไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยโรงไฟฟ้าแก๊สที่แพงที่สุด พอราคาแก๊สขึ้น = ไฟแพงขึ้นทันที
มีใครไม่เห็นด้วย?
Trump: โพสต์ด่ารัวๆ ใน Truth Social บอกว่าอังกฤษบ้าไปแล้ว! ให้เลิกใช้กังหันลม (Windmills) แล้วกลับไป "ขุดน้ำมัน" ในทะเลเหนือซะ (Drill, Baby, Drill!)
แต่ UK บอกว่าทะเล North Sea ขุดไป 90% แล้ว สกัดใหม่ก็ต้องใช้เวลาหลายปี
UK (Keir Starmer & Ed Miliband): สวนกลับนิ่มๆ ว่า ทะเลเหนือน้ำมันแทบไม่เหลือแล้ว (ขุดไปก็ได้แค่เศษ) แถมกว่าจะขุดได้ใช้เวลาเป็นปีๆ สู้เอาเวลาไปทำพลังงานสะอาดเพื่อความมั่นคงระยะยาวดีกว่า
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
- ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็น "ก้าวใหญ่ในทางนโยบาย" แต่ผลกระทบอาจ "ค่อนข้างจำกัด" ในระยะสั้น
- ช่วยลดความเสี่ยงจากราคาแก๊สผันผวน แต่ ไม่ได้ทำให้ค่าไฟถูกลงทันที
สรุปสั้นๆ: UK พยายามลดการพึ่งพาแก๊ส และหันไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เพราะเบื่อแล้วที่ราคาไฟฟ้าต้องมาตามราคาแก๊สที่ผันผวนตลอดเวลา 🌍⚡
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น